นิสัยที่ไม่ควรทำ ของคนรักออกกำลังกาย

Share :

นิสัยที่ไม่ควรทำ ของคนรักออกกำลังกาย



ออกกำลังกายเพื่อร่างกายที่แข็งแรง คงไม่มีใครปฎิเสธคุณแน่นอนว่าผิด แต่ถ้าจะผิด ก็คือคุณทำสิ่งที่ไม่ควรทำกับการออกกำลังกาย เพราะหากทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย คงไม่ดีแน่แท้ แล้วนิสัยเหล่านั้น มีอะไรบ้างล่ะ?

 

ยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบผิดๆ

     เราอาจได้เรียนรู้มาว่าเราควรยืดเส้นยืดสาย กล้ามเนื้อ ก่อนออกกำลังกาย ซึ่งวิธีการนี้ยังไม่ถูกต้องเต็มร้อยนัก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือ Stretching นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย แต่ถ้าเราจะยืดเส้นยืดสายแค่ก่อนออกกำลังกาย เราจะมีโอกาสเสี่ยงมากต่อการบาดเจ็บระหว่างออกกำลังกายมาก

 

     การวอร์มอัพที่เหมาะสมตามหลักการออกกำลังกายคือ การทำคาร์ดิโอแบบเบาๆ 5 - 10 นาที โดยอาจจะทำได้โดยการ จ้อกกิ้ง, ปั่นจักรยาน, กระโดดเชือก, กระโดดตบ เป็นต้น จากนั้นเราถึงทำการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ( Stretching ) เพราะว่าการยืดกล้ามเนื้อนั้นควรทำในช่วงที่กล้ามเนื้ออุ่นๆหรือมีความร้อน จะได้ผลดีที่สุด

 

     Dynamic Stretching คือการที่เราทำการยืดกล้ามเนื้อของเราเป็นลักษณะวงกลม เพื่อให้ร่างกายของเรามีการวอร์มอัพกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ ในทางที่เหมาะสม ท่าที่ควรทำคือ การหมุนแขนเป็นวงกลมๆ การแกว่งขาไปด้านหน้าและด้านหลัง

 

     ข้อควรระวังคือควรทำอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน เพราะอาจเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้ และถ้ามีอาการบาดเจ็บอยู่แล้วก็ควรหลีกเลี่ยง รอให้หายก่อนจะดีกว่า

 

     จำเอาไว้ว่า ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย โดยทำหลังจาก Warm Up ด้วยคาร์ดิโออย่างเบาๆแล้ว 5 - 10 นาที ส่วนหลังออกกำลังกายควรทำการ Cool Down โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ประมาณ 5 - 10 นาที ห้ามลืมเด็ดขาด เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ปรับเข้าสู่โหมดปกติ โดยมีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อน้อยที่สุด

 

ออกกำลังกายตอนท้องว่าง

     มีทฤษฎีเก่าที่เคยกล่าวว่า เราควรออกกำลังกายตอนท้องว่าง เพื่อการเผาผลาญไขมันที่ดีขึ้น บางทีก็ไม่เสมอไป ภายหลังได้มีการวิจัยและการศึกษาที่มากขึ้นเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ กลับพบว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นความจริง ถ้าพูดถึงตามหลักความเป็นจริง มนุษย์เราต้องการพลังงานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เปรียบว่าร่างกายเราเป็นเครื่องรถยนต์ ถ้าไม่มีน้ำมันแล้วรถจะพาเราไปถึงจุดหมายได้อย่างไร

 

     ความจริงแล้ว ร่างกายของเราต้องการกลูโคส ( Glucose ) เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในร่างกายเพื่อเสริมให้มีการนำไขมันเก่ามาใช้ระหว่างออกกำลังกาย ถ้าเกิดเราท้องว่างและไม่มีน้ำตาลในเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะใช้ไกลโคเจน ( Glycogen ) จากกล้ามเนื้อของเราแทน ซึ่งนอกจากจะไม่เบิร์นไขมันแล้ว ยังเอากล้ามเนื้อที่เรามีไปด้วย นอกจากนี้ถ้าน้ำตาลในเลือดเราน้อย เราจะเหนื่อยมากขึ้นและมีโอกาสวิงเวียนศีรษะมากขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย

 

     งานวิจัยส่วนมากในปัจจุบัน พบว่าการออกกำลังกายระหว่างท้องว่างจะทำให้การออกกำลังกายของเราด้อยประสิทธิภาพลง และเราก็จะยังไม่สามารถทุ่มเทแรงของเราได้เต็มที่สำหรับการออกกำลังกายแบบเข้มข้นขึ้น

 

     ดังนั้นจะเป็นการดีกว่า ถ้าเราจะทานอะไรสักอย่างก่อนออกกำลังกายสัก 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยอาจจะเลือกเป็นขนมปัง 1 แผ่น ทาด้วยเนยถั่วสัก 1 ช้อนโต๊ะ, กล้วยหอม 1 ลูก, หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำสัก 1 ถ้วย ทานแค่พอให้มีอะไรอยู่ในท้อง ไม่ต้องทานมื้อหนัก เพียงแค่นี้ร่างกายของเราก็จะมีพลังในการออกกำลังกายต่างๆ โดยที่เราจะไม่เสี่ยงกับการล้มพับหรือหมดแรงไปก่อน

 

     การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่การหมั่นฝึกไม่ให้ทำนิสัยที่เสี่ยงต่อการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพที่น้อยลงก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน หากคุณกำลังมองหาสถานที่ออกกำลังกาย เราขอแนะนำ “FIT24เราเปิดให้บริการฟิตเนส ( Fitness ) ครบวงจร พร้อมเปิดบริการให้คุณมาออกกำลังกายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก organic book

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

- ผู้สูงอายุแข็งแรงล้ำวัยได้ แค่เริ่มออกกำลังกาย

- ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

Created : 07-02-2020


บทความที่น่าสนใจ

ตะคริวเกิดจากอะไร มีอาการ และมีวิธีแก้อย่างไร
5 เหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรใส่ การเล่นขา ไว้ในตารางออกกำลังกาย