รองเท้า ออกกำลังกาย สำคัญมาก

Share :

รองเท้า ออกกำลังกาย สำคัญมาก



การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับการ ออกกำลังกาย นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญมากอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการสวมรองเท้า ออกกำลังกาย จะต้องทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัด และทรมาน มันจึงต้องถูกใส่ใจเป็นพิเศษ

 

     รองเท้า ออกกำลังกาย เลือกอย่างไรถึงจะเหมาะสมกับคนที่สวมใส่ ? อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าควรเลือกอย่างไรดีนะ นอกจากรูปแบบการ ออกกำลังกาย แล้วควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง หรือจะทราบได้อย่างไรว่ารองเท้า ออกกำลังกาย คู่นั้นจะเหมาะสมกับตนเอง เราได้รวบรวมวิธีต่าง ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้เมื่อต้องเลือกซื้อรองเท้า ออกกำลังกาย คู่ใหม่มาให้ทุกคนได้ศึกษากันด้วยค่ะ

 

     รองเท้า ออกกำลังกาย ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญเมื่อต้อง ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง การเล่นกีฬา  หรือคลาส ออกกำลังกาย อื่น ๆ รองเท้า ออกกำลังกาย เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับรองรับน้ำหนัก และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บได้ โดยการ ออกกำลังกาย แต่ละชนิดก็มีการเคลื่อนไหว และแรงที่ใช้ต่างกัน ดังนั้น การเลือกรองเท้า ออกกำลังกาย ให้เหมาะสมกับชนิดของการ ออกกำลังกาย จึงอาจช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดจากกิจกรรมนั้น ๆ

 

          ทำไมรองเท้าสำหรับ ออกกำลังกาย ถึงสำคัญ

     นักฟิตเนสมืออาชีพหรือนักกีฬามืออาชีพ ถ้าสำรวจข้อมูลเชิงลึกจะมีรองเท้า ออกกำลังกาย หลายคู่ ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลพื้นฐานทางด้านสุขภาพเท่านั้นแต่ยังเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันอีกด้วยคือ เมื่อเรากำลัง ออกกำลังกาย ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราจะลดระดับลง และถ้าเราสวมรองเท้าคู่เดิมที่เราใช้ ออกกำลังกาย ภายนอกมันจะไม่ถูกหลักอนามัย และความไม่ถูกสุขอนามัยนี้อาจทำให้เกิดเป็นสาเหตุให้เรามีโอกาสเจ็บป่วยได้ อีกหนึ่งเหตุผลของการสวมใส่รองเท้าในฟิตเนส หรือยิมก็คือความปลอดภัย เราไม่สามารถวิ่งบนลู่วิ่งได้โดยปราศจากรองเท้า เหตุผลที่สองคือเราต้องเข้ายิมในหลากหลายโซนอย่างเช่น โซนฟรีเวทที่มีดัมเบลเยอะ ๆ มุมที่แผ่นน้ำหนักเยอะ คลาสเต้น มันจะปลอดภัยกว่าเมื่อใส่รองเท้าเข้าไปในโซนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทุกชนิดเช่นดัมเบลหล่นใส่เท้าหรือเหตุอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

          วิธีเลือกซื้อ รองเท้า ออกกำลังกาย ให้เหมาะสม

การเลือก รองเท้า ออกกำลังกาย ให้เหมาะสมมีหลักในการเลือกง่าย ๆ  ดังนี้

1. เลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับกิจกรรม

     อย่างที่ได้กล่าวไปว่ารูปแบบการ ออกกำลังกาย แต่ละชนิดมีลักษณะการเคลื่อนไหว และแรงกระแทกที่เกิดขึ้นต่างกัน เราจึงควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกิจกรรมนั้นให้ได้มากที่สุด เพื่อสุขภาพ และความคล่องตัว โดยการเลือกรองเท้าออกกำลังตามรูปแบบการ ออกกำลังกาย อาจมี ดังนี้

-รองเท้าวิ่ง

     การวิ่งเป็นกิจกรรมที่หลายคนนิยมเป็นอย่างมาก การเลือกรองเท้าวิ่งควรเลือกรองเท้าที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มั่นคง มีน้ำหนักเบา และยืดหยุ่น นอกจากนี้เราไม่ควรเลือก หรือสวมรองเท้าวิ่งที่แน่นจนเกินไปเพราะจะทำให้เสียดสี และเป็นแผลตามนิ้วเท้าได้

-รองเท้าเทรนนิ่ง

     การ ออกกำลังกาย ในรูปแบบเทรนนิ่ง หรือการฝึกกล้ามเนื้อให้เกิดความแข็งแรง การ ออกกำลังกาย ในรูปแบบนี้อาจต้องยกอุปกรณ์ออกกำลังที่มีน้ำหนักมาก จึงต้องการพื้นรองเท้าที่สามารถช่วยรับน้ำหนักได้ มีการยึดเกาะที่ดี ส้นรองเท้าควรทำจากยางเพื่อยึดติดกับตัวพื้น และมีขนาดที่ไม่หนาจนเกินไป

-รองเท้าสำหรับกีฬาคอร์ท

     กีฬาคอร์ทอย่างเทนนิส วอลเลย์บอล หรือบาสเกตบอล เราควรเลือกส้นรองเท้าที่มั่นคงสามารถรองรับเท้าเมื่อเคลื่อนไหวไปตามทิศทางต่าง ๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านข้าง ด้านหน้าหรือด้านหลัง อย่างไรก็ตาม กีฬาคอร์ทแต่ละชนิดก็มีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันจึงควรปรึกษาพนักงานขาย หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อที่จะได้คำแนะนำที่ถูกต้อง

-รองเท้าสำหรับกีฬากลางแจ้ง

     ผู้ที่เล่นกีฬากลางแจ้งที่ต้องเล่นสนามหญ้า เช่น ฟุตบอล ควรเลือกรองเท้าที่มีปุ่ม หรือสตั๊ดบริเวณใต้พื้นรองเท้า จะช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เนื่องจากพื้นรองเท้าจะช่วยยึดเกาะกับพื้นหญ้า ทำให้เราไม่ลื่นในสนามหญ้า

 

2. ทราบลักษณะเท้าตนเอง

     โดยปกติแล้วลักษณะฝ่าเท้าของเราสามารแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ อุ้งเท้าสูง ฝ่าเท้าปกติ และเท้าแบน ซึ่งการทราบลักษณะเท้าของตนเองอาจมีส่วนช่วยให้เราเลือกรองเท้าที่เหมาะสมได้ และอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บ และการเสื่อมของเท้าได้ด้วย

     โดยผู้ที่มีลักษณะเท้าแบบปกติควรเลือกสวมรองเท้าที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับเท้า รวมทั้งมีคุณสมบัติดูดซับแรงกระแทก และช่วยพยุงเท้าได้ดี

     ผู้ที่มีอุ้งเท้าสูง ควรเลือกรองเท้าที่พื้นรองเท้าช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี รวมทั้งมีพื้นรองเท้าที่รองรับความโค้งตัวของฝ่าเท้าได้ เพราะเท้าในลักษณะนี้อาจทำให้ขอบส้นเท้าด้านนอก และนิ้วก้อยเท้าสึกหรอได้

     ผู้ที่ฝ่าเท้าแบนควรเลือกรองเท้าที่ช่วยเสริมการเคลื่อนไหว และช่วยพยุงเท้าให้ได้มากที่สุด เนื่องจากเท้าในลักษณะนี้อาจส่งผลเสียต่อส้นเท้าด้านนอก และฝ่าเท้าด้านใน ทำให้รู้สึกปวดเมื่อเล่นกีฬาเสร็จ

     ลักษณะของฝ่าเท้าสามารถทดสอบได้ด้วยการจุ่มเท้าในน้ำให้พอเปียก และเหยียบลงบนกระดาษสีน้ำตาล หากเห็นภาพของฝ่าเท้าทั้งหมดนั่นหมายถึงฝ่าเท้าแบน ซึ่งฝ่าเท้าโค้งน้อย และโค้งมากลดหลั่นลงมาตามลำดับ

     นอกจากนี้ หากเรามีอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นต้องสวมขณะใส่รองเท้า อย่างถุงเท้า หรืออุปกรณอื่น ๆ ควรนำติดตัวไปด้วยทุกครั้งที่เลือกซื้อรองเท้า เพื่อจะได้เลือกรองเท้าที่กระชับ และพอดีสำหรับเท้าเราเอง

 

3. เหลือพื้นที่ไว้เล็กน้อย

     หลายคนอาจเคยเจอคำถามที่ว่าในการเลือกซื้อรองเท้าแต่ละคู่ควรเหลือพื้นที่ไว้เท่าไร เนื่องจากการสวมรองเท้าที่แน่นเกินไปอาจทำให้อึดอัด มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผล และรู้สึกไม่สบายเท้า แต่ถ้าเผื่อพื้นที่ไว้มากเกินไปก็อาจทำให้รองเท้าหลุดง่าย และรู้สึกไม่คล่องแคล่วขณะเล่นกีฬาได้

     เราควรเหลือพื้นที่ระหว่างนิ้วเท้าที่ยาวที่สุดไปจนถึงขอบด้านหน้าภายในรองเท้าประมาณ 0.9-1.3 เซนติเมตร การเว้นพื้นที่ไว้ประมาณนี้จะช่วยให้เราสวมรองเท้าได้พอดี คล่องตัว ไม่หลุดออกง่าย สบายเท้า และลดความเสี่ยงจากการเสียดสี ซึ่งอาจเป็นขนาดที่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่

 

4. ลองสวม และลองวิ่ง

     ในการเลือกซื้อรองเท้าดี ๆ สักคู่ การลองสวมรองเท้าเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำกันเป็นเรื่องปกติ การลองสวมให้รู้สึกว่าขนาดพอดีอาจเพียงพอต่อรองเท้าลำลอง แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับรองเท้า ออกกำลังกาย ดังนั้น จึงควรลองสวมรองเท้า และเดิน วิ่ง หรือลองใช้ตามประเภทกีฬา อย่างการกระโดด สไลด์ตัวไปด้านข้าง เพื่อดูว่ารองเท้าตรงกับการใช้งานหรือไม่ รวมถึงเมื่อสวมไปสักพักอาจรู้สึกว่าไม่สบายเท้า ปวดเท้า หรือรู้สึกเจ็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้เลือกรองเท้าที่เหมาะสมได้มากขึ้น

     นอกจากนี้เราควรเลือกซื้อ และลองรองเท้าในตอนเย็น เนื่องจากในช่วงเย็น หรือช่วงค่ำขนาดของเท้าจะขยาย และใหญ่กว่าในช่วงเช้า ซึ่งการเลือกรองเท้า ออกกำลังกาย ในเวลาเย็นอาจช่วยให้เลือกขนาดรองเท้าที่เข้ากับรูปเท้าได้ดีขึ้น

 

5. ลงทุน

     รองเท้า ออกกำลังกาย ที่ดี มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านความทนทาน หรือตอบสนองการใช้งานอาจมีราคาที่สูงขึ้นไปตามลำดับ แต่การเลือกรองเท้า ออกกำลังกาย ที่มีคุณภาพ ก็ควรคำนึงความปลอดภัยด้วย รวมถึงราคารองเท้าอาจเป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งที่จะช่วยให้ ออกกำลังกาย สม่ำเสมอ และมากขึ้น การซื้อรองเท้า ออกกำลังกาย ที่มีคุณภาพดีอาจนับว่าเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพ ซึ่งถ้าหาก ออกกำลังกาย เป็นประจำ และมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การลงทุน

 

วิธีซักรองเท้าวิ่งด้วยตัวเองเพื่อยืดอายุการใช้งาน

1. ทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับรองเท้าออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นพวกเศษดิน เศษหินหรือเศษฝุ่นด้วยการใช้แปรงขนนุ่มปัดออกเบา ๆ อาจจะใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ ที่เราไม่ใช้แล้วก็ได้ค่ะ ในขั้นตอนนี้เราจะใช้แปรงแห้ง ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออกก่อนค่ะ และระวังอย่าให้เกิดรอยขีดข่วนบนรองเท้าวิ่ง

2. แกะเชือกรองเท้า และแผ่นรองรองเท้าออก หลังจากนั้นละลายผงซักฟอกในน้ำอุ่นให้เจือจาง ( หรือจะใช้น้ำยาซักรองเท้าผ้าใบโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ ) แล้วใช้ผ้าสะอาดจุ่มน้ำผงซักฟอก ค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดคราบที่รองเท้า

3. ใช้น้ำสะอาดซักรองเท้าอีกครั้งเพื่อล้างคราบผงซักฟอก พยายามอย่าให้เหลือผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดตกค้างบนรองเท้า

 

4. ตากรองเท้าให้แห้งในที่ร่ม มีลมโกรก อย่านำเข้าเครื่องอบผ้าเด็ดขาด!! เพราะอาจทำให้รองเท้าเสียหายได้ หากรองเท้ามีความชื้นมากให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ยัดเข้าไปในรองเท้า จะช่วยให้รองเท้าแห้งไวยิ่งขึ้นค่ะ หากต้องการให้รองเท้าแห้งไว สามารถใช้พัดลมเป่า และหมั่นเปลี่ยนกระดาษหนังสือพิมพ์เมื่อกระดาษชื้นได้นะคะ

5. ซักเชือกผูกรองเท้าในผงซักฟอกจนสะอาดปราศจากคราบดำ หรือคราบฝุ่น สามารถใช้แปรงขนนุ่มในการทำความสะอาดเชือกรองเท้าได้ค่ะ

6. สำหรับแผ่นรองเท้าให้นำออกไปผึ่งลม หรือถ้าแผ่นรองเท้าของเราอับมาก หรือส่งกลิ่นเหม็น สามารถนำเบคกิ้งโซดามาโรยเพื่อดูดซับกลิ่น ทิ้งไว้หนึ่งวันแล้วจึงเคาะผงเบคกิ้งโซดาออกให้หมด แผ่นรองเท้าจะกลับมาสะอาดน่าใช้งานอีกครั้ง และยังช่วยลดกลิ่นเหม็นอับได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

          ข้อควรระวังในการซักรองเท้าวิ่ง

     ในการซักรองเท้าวิ่งสำหรับ ออกกำลังกาย นั้นมีข้อควรระวังดังนี้ค่ะ

1. ไม่ควรนำรองเท้าซักในเครื่องซักผ้า เพราะอาจทำให้รองเท้าวิ่งเสียหาย เสียทรง หรือสีตกไปโดนส่วนอื่น ๆ ของรองเท้าได้ ยอมเสียเวลานิดหน่อย โดยซักรองเท้าด้วยมือจะดีกว่าค่ะ

2. หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ไม่ควรตากรองเท้าในแดดที่แรง ๆ อย่าวางรองเท้าไว้ใกล้เครื่องทำความร้อนต่าง ๆ ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมเป่ารองเท้า และห้ามนำรองเท้าเข้าเครื่องอบผ้า เพราะความร้อนทำให้เกิดผลเสียต่อรองเท้าวิ่ง นอกจากกาวจะเสื่อมแล้ว รองเท้าอาจจะเสียทรงได้เลยค่ะ

3. ไม่ควรใช้สารเคมี หรือน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรง เช่น น้ำยาฟอกขาว เพราะทำให้ผ้ารองเท้าที่บอบบางเสียหาย ควรใช้น้ำยาซักผ้าแบบเจือจางหรือน้ำยาซักรองเท้าโดยเฉพาะจะดีกว่าค่ะ

4. อย่าขัดทำความสะอาดรองเท้ารุนแรง เพราะวัสดุรองเท้าวิ่งมักผ่านการผลิตด้วยการทอ หรือเนื้อผ้าตาข่าย เพื่อให้เกิดการยืดหยุ่น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้รองเท้าของคุณเสียหาย ให้ใช้แปรงขนนุ่มหรือแปรงสีฟันเก่าค่อย ๆ ขัดคราบสกปรกต่าง ๆ ออกจะดีที่สุดค่ะ

 

     นอกจากนี้การเลือกซื้อ รองเท้า ออกกำลังกาย คู่ใหม่ เมื่อคู่เก่าเริ่มมีประสิทธิภาพลดลงก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่ารองเท้าวิ่ง หรือรองเท้าเดินอาจเสื่อมสภาพเมื่อใช้งานไปราว 560 กิโลเมตร แต่ถ้าหากรู้สึกไม่สบายเท้า เกิดการบาดเจ็บ ปวดเท้า หรือความรู้สึกที่ต่างไปเดิมก็สามารถพิจารณาเลือกซื้อ รองเท้า ออกกำลังกาย คู่ใหม่เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เมื่อได้รองเท้าดี ๆ สำหรับการ ออกกำลังกาย แล้ว ก็อย่าลืมแวะเข้ามาที่ศรีนครินทร์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงกันนะคะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ตะคริว ปัญหาหลักของการ ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย อย่างไรให้ได้เหมือน นักเพาะกาย



บทความที่น่าสนใจ

วิ่งที่ฟิตเนสอย่างไรให้ถูกวิธีและเบิร์นไขมัน
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ การออกกำลังกาย