ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย

Share :

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย



การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายได้ดีอีกด้วย แต่มีหลายคนที่มีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายอยู่มากเลยทีเดียว มาดูความเชื่อเหล่านั้นกันค่ะ

 

     ปัจจุบันมีผู้คนให้ความสนใจกับการออกกำลังกายกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายครั้งเราจะพบว่า มีความเชื่อหลายอย่างที่กลายมาเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติในขณะออกกำลังกาย ทุกคนรู้หรือไม่ว่าความเชื่อที่เราได้ยินมานั้น ถูกต้องหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาให้ดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

 

1. การวิ่งทำให้น่องใหญ่

     มีผู้หญิงหลายคนกลัวที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เนื่องจากเกรงว่าน่องจะใหญ่ แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เพราะการที่กล้ามเนื้อจะมีขนาดใหญ่ได้นั้น จะต้องถูกฝึกด้วยน้ำหนักหรือการเวทเทรนนิ่งและใช้แรงต้านที่มาก จึงจะเพิ่มขนาดได้ แต่บางครั้งเราอาจจะพบว่าหลังจากการวิ่งออกกำลังกาย กล้ามเนื้อมีการขยายตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับก่อนวิ่ง ไม่ต้องตกใจไป เพราะนั่นเป็นกระบวนการทางร่างกายที่กล้ามเนื้อจะขยายตัว เพื่อให้พร้อมต่อการออกกำลังกายครั้งนั้น เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหลังจากหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดิม

 

2. การเวทเทรนนิ่งทำให้มีกล้าม

     เวทเทรนนิ่ง ( Weight Training ) หมายถึง การออกกำลังกายโดยการใช้แรงต้าน ( Resistance Training ) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอุปกรณ์ เช่น ดัมเบล บาร์เบล หรือในรูปแบบของการใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน เช่น การซิทอัพ การลุกนั่ง หรือการวิดพื้น  เป็นต้น การออกกำลังกายด้วยการเวทเทรนนิ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ทำจะมีกล้ามเสมอไป เนื่องจากการที่ขนาดกล้ามเนื้อจะเพิ่มได้จะต้องใช้น้ำหนักที่มาก และยกจำนวนน้อยครั้ง ต้องใช้ท่าทางถูกต้อง พักผ่อนเพียงพอ และได้รับสารอาหารที่เหมาะสมเพียงพอกับการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ในทางตรงกันข้าม หากยกน้ำหนักที่น้อยและยกจำนวนมากครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับ และเกิดความทนทานมากกว่า ดังนั้นจึงควรถามตัวเองก่อนว่าเราจะทำเพื่ออะไรและเลือกใช้น้ำหนักให้เหมาะสมกับความต้องการของเราจะดีที่สุด

 

3. งดดื่มน้ำเพื่อฝึกความทนทาน

     การที่คุณงดดื่มน้ำขณะออกกำลังกายเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ เนื่องจากขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะระบายความร้อนออกจากร่างกาย ทั้งทางเหงื่อและการหายใจ ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำในร่างกายลดลง หากร่างกายเราขาดน้ำมาก ๆ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง ดังนั้น ขณะออกกำลังกายควรดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย โดยค่อย ๆ ดื่ม 1-2 อึกเมื่อรู้สึกหายกระหายน้ำแล้วให้หยุดดื่ม และไม่ควรดื่มน้ำในปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว เพราะจะทำให้แร่ธาตุในร่างกายถูกเจือจางอย่างรวดเร็วและเกิดอันตรายจากภาวะช็อคน้ำได้ ( Hyponatremia )  ดังนั้นขณะออกกำลังกายจึงควรจิบน้ำเป็นระยะ ๆ ในปริมาณที่เหมาะสมดีกว่าการดื่มน้ำทีเดียวในปริมาณมากเมื่อรู้สึกกระหาย

 

4. เหงื่อออกมากแสดงว่าเผาผลาญไขมันได้มาก

     หลายคนเข้าใจว่าการออกกำลังกายที่หนัก มีเหงื่อออกมาก ๆ เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่านั่นคือการเผาผลาญพลังงานชั้นเยี่ยม แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากเหงื่อทำหน้าที่ในการช่วยร่างกายระบายความร้อนจากกิจกรรมที่ทำ ไม่ได้บ่งบอกถึงการเผาผลาญพลังงานแต่อย่างใด สิ่งที่จะบอกได้ว่าการออกกำลังกายครั้งนั้นเผาผลาญไขมันไปได้มากเท่าไร คือระดับความหนักของการออกกำลังกายที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปและมีระยะเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อความหนักนั้น และรู้หรือไม่ว่า ในเหงื่อมีส่วนประกอบของน้ำถึง 99% และมีสารอื่น ๆ อีกมากมายรวม ๆ กันอยู่เพียง 1% เท่านั้น

 

5. ยิ่งเจ็บยิ่งต้องออกกำลังกายส่วนนั้นซ้ำ

     การออกกำลังกายที่หนักเกินไป หรือหนักกว่าที่ร่างกายจะรับได้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บได้ เช่น โหมวิ่งในวันแรกหลังจากไม่ได้ออกกำลังกายมานาน วันต่อไปมักเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตามมา ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งมักมีการแนะนำว่าให้ไปออกกำลังกายซ้ำเพื่อให้หายเจ็บ ซึ่งขัดกับสรีรวิทยาของร่างกายอย่างมาก เพราะกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บนั้นกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และปรับสภาพให้พร้อมรับงานที่หนักขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู 48 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ ควรพักการออกกำลังกายส่วนนั้นก่อน 1 วัน จึงจะเริ่มออกกำลังกายส่วนนั้นได้อีกครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ หรือเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บอยู่ นอกจากการหยุดพักแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกายอีกอย่างก็คือสารอาหารที่ได้รับหลังออกกำลังกาย ควรต้องเน้นกลุ่มโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ เพื่อช่วยซ่อมและฟื้นฟูอวัยวะส่วนนั้น

 

6.วอร์มอัพด้วยการยืดเส้นยืดสายอยู่กับที่ก็พอแล้ว

     การยืดเส้นยืดสายก่อนการออกกำลังกายถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าคุณจะเล่นกีฬาอะไร แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วย หลายคนอาจคิดว่าแค่ยืนยืดขาซ้ายขาขวาอยู่กับที่ ไม่ขยับไปไหน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่นั้นคือความเข้าใจที่ผิด การวอร์มอัพก่อนวิ่งที่ถูกต้อง คือการวอร์มอัพด้วยทวงท่าที่ต้องขยับร่างกาย โดยเฉพาะขา เช่นท่า Butt Kick High Knees หรือท่าเตะลมแบบยืดขา เป็นต้น ส่วนการยืดขานิ่งๆอยู่กับที่ ควรทำหลังวิ่งเสร็จแล้วดีกว่า

 

7.เครื่องคาร์ดิโอสามารถนับแคลอรีที่คุณเผาผลาญได้

     มีความจริงเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ เพราะการเผาผลาญแคลอรีจะขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ระดับความฟิต และดัชนีมวลกายของแต่ละคน ( BMI ) ดังนั้น ระดับการเผาผลาญของแต่ละบุคคลจึงต่างกัน แน่นอนว่ามีเครื่องคาร์ดิโอบางเครื่องที่ผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลข้างต้นเพื่อนำไปคำนวนแคลอรีที่ถูกเผาผลาญขณะออกกำลังกายได้ แต่เครื่องออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่เคยถามถึงแม้แต่น้ำหนักหรือเพศของคุณ

 

8.อุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจบอกได้ว่าคุณออกกำลังกายหนักแค่ไหน

    อุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจอาจมีโอกาสผิดพลาดได้จากลักษณะหรือรูปแบบการออกกำลังกายของคุณ ดังนั้น ร่างกายคุณเองนั่นแหละ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่บอกได้ว่าคุณออกกำลังกายหนักระดับใด ด้วยการสังเกตการพูดของตัวเอง เช่น พูดได้ตามปกติ พูดเป็นประโยคสั้น ๆ หรือ ยากที่จะพูดได้แม้เพียงเป็นคำ

 

9.น้ำหนักคือทุกสิ่ง

     น้ำหนักของคุณมีความเกี่ยวข้องกับระดับความฟิตของร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่าไขมันในขนาดเท่ากันหรือมีขนาดเล็กกว่าในน้ำหนักที่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่น้ำหนักของคุณจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมไปสักระยะ ด้วยเหตุนี้จึงควรวัดผลด้วยความหลวมของเสื้อผ้าที่ใส่ หรือตั้งเป้าหมายเป็นการลดสัดส่วนแทนการลดน้ำหนัก

 

10.การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นต่ำ สามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่า

     เมื่อออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นจะมีการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตในอัตราส่วนที่สูงขึ้น โดยที่มีอัตราส่วนการเผาผลาญไขมันน้อยลงในแต่ละแคลอรี แต่หากลองคิดถึงรายละเอียดให้ดีจะพบว่า ยิ่งออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นมากขึ้นจะยิ่งมีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าร่างกายจะต้องขุดเอาไขมันมาใช้หลังจากที่เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตไปหมดแล้ว

 

11.คุณสามารถออกกำลังกายเพื่อลดหรือเพิ่มกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนได้

     ยิ่งมีการทำซ้ำมากขึ้นก็จะยิ่งสร้างความจดจำในกล้ามเนื้อ และลดผลลัพธ์จากการออกกำลังกายลง ทำให้ร่างกายของคุณไม่เผาผลาญไขมันมากเหมือนเคย ซึ่งการออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายจะเป็นการช่วยลดการจดจำของกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี ซึ่งก็คือการเผาผลาญไขมัน

 

12.ตราบเท่าที่ออกกำลังกายอยู่จะสามารถรับประทานได้เท่าที่ต้องการ

     การลดน้ำหนักและไขมัน เกิดขึ้นเมื่อร่างกายของคุณได้รับแคลอรีเข้าไปน้อยกว่าที่ใช้แต่ละวัน แต่อย่างไรก็ตามการขาดแคลนแคลอรีอย่างหนักจะส่งผลในทางตรงกันข้าม นอกจากนี้กล้ามเนื้อยังต้องการอาหาร ดังนั้น คุณจึงควรรับประทานทั้งไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม

 

13.คาร์ดิโอ คือหนทางเดียวในการลดน้ำหนัก

     คาร์ดิโอถือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการทำงานของหัวใจและเพิ่มความอึดของร่างกาย แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการเผาผลาญไขมัน เนื่องจากมีพลังงานเก็บอยู่ภายในกล้ามเนื้อมาก ทำให้ร่างกายเริ่มนำเอาพลังงานจากส่วนนี้มาใช้หลังจากยืดระยะเวลาการคาร์ดิโอออกไปจากช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งช่วงเวลา 10-25 นาที คือระยะเวลาที่เหมาะสมในการช่วยให้หัวใจมีการทำงานที่ดีและเพิ่มความอึดของร่างกาย โดยที่ยังไม่เข้าไปสู่ช่วงที่ร่างกายจะใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อ

 

14.ควรคาร์ดิโอในตอนเช้าที่ท้องว่างเพื่อเผาผลาญไขมัน

     ร่างกายของเรามีกระบวนการเผาผลาญอาหารที่ต่ำมากที่สุดในตอนเช้า เนื่องจากคุณไม่ได้รับประทานอาหารมาเป็นเวลา 8 ชม. หลังจากที่นอนหลับ การรับประทานอาหารเช้าที่เหมาะสมจึงช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น และกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายก็จะพร้อมสำหรับการทำงานด้วย

 

15.การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญไขมัน

     ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการดื่มน้ำเย็นส่งผลต่อร่างกายและบังคับให้ร่างกายต้องทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นอุ่นขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีกระบวนการเผาผลาญในร่างกายมากขึ้น ส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันว่าเป็นความจริงหรือไม่

 

ความเชื่อที่ผิด ๆ เหล่านี้อาจทำให้การออกกำลังกายดูเป็นเรื่องที่น่ากลัว และทำให้ไม่ชอบการออกกำลังกายได้ ดังนั้น หากคุณกำลังพบว่าตัวเองหรือคนรอบตัวมีความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ควรทำความเข้าใจใหม่ เพื่อที่จะให้ออกกำลังกายได้อย่างสบายใจและถูกวิธีนั่นเอง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เต้นแบบไหนช่วยลดน้ำหนัก

วิธีสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย



บทความที่น่าสนใจ

อยากหุ่นดีต้องฟัง ท่าออกกำลังกายที่จะช่วยให้หุ่นดูดี
ปวดเมื่อยหลังออกกำลังกาย